วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัญหาเมตตคูมาณพ



ปัญหาเมตตคูมาณพ

  เมตตคูมาณพ ศิษย์ของพราหมณ์พาวรี กราบทูลถามพระพุทธเจ้า เรื่อง ทุกข์มาจากไหน จะข้ามชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะได้อย่างไร  พระพุทธองค์ตอบว่า
  เมตตคู ! เธอรู้ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็น ธรรมชั้นสูง ชั้นต่ำ และชั้นกลาง เธอจงบรรเทาความเพลิดเพลิน ความถือมั่น และวิญญาณ ในธรรมเหล่านั้นเสีย ไม่พึงตั้งอยู่ในภพ
  ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ มีสติ ไม่ประมาท รู้แจ้ง ละความยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว เที่ยวไปอยู่ พึงละชาติ ชรา โสกะ และปริเทวะ อันเป็นทุกข์ในอัตภาพนี้ได้แน่นอน
(อนาคต  เป็นธรรมชั้นสูง  อดีต เป็นธรรมชั้นต่ำ  ปัจจุบัน เป็นธรรม ชั้นกลาง 
เทวโลก  เป็นธรรมชั้นสูง  นิรยโลก เป็นธรรมชั้นต่ำ  มนุษยโลก เป็นธรรมชั้นกลาง 
อรูปธาตุ  เป็นธรรมชั้นสูง   กามธาตุ  เป็นธรรมชั้นต่ำ  รูปธาตุ เป็นธรรมชั้นกลาง 
สุขเวทนา  เป็นธรรมชั้นสูง   ทุกขเวทนา  เป็นธรรมชั้นต่ำ  
อทุกขมสุขเวทนา  เป็นธรรมชั้นกลาง) 



ปัญหากัปปมาณพ



ปัญหากัปปมาณพ

  กัปปมาณพศิษย์ของพราหมณ์พาวรี กราบทูลถามพระพุทธเจ้า เรื่อง อะไรที่พึ่งของเหล่าสัตว์ พระพุทธองค์ตอบว่า
  กัปปะ ! เราจะบอกที่พึ่งของเหล่าสัตว์  ผู้ดำรงอยู่ท่ามกลางสระ  ผู้ถูกชรา และมัจจุราชครอบงำ  ในขณะเกิดห้วงน้ำ  อันเป็นมหันตภัยแก่เธอ เราเรียกนิพพาน ซึ่งไม่มีเครื่องกังวล  ไม่มีเครื่องยึดมั่นนี้นั้นว่า เป็นที่พึ่งอันไม่มีที่พึ่งอื่นยิ่งกว่า 
  นิพพานเป็นที่สิ้นไปแห่งชรา และมัจจุราชชนเหล่าใดมีสติ  รู้นิพพานนั้นแล้ว เห็นธรรม ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้น จึงไม่ไปตามอำนาจมาร ไม่ไปบำรุงมาร
       (ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า... ภิกษุทั้งหลาย !  สงสารนี้ มีเบื้องต้น และเบื้องปลายรู้ไม่ได้ ที่สุดเบื้องต้น ที่สุดเบื้องปลายไม่ปรากฏ แก่เหล่าสัตว์  ผู้ถูกอวิชชากีดขวาง ถูกตัณหาผูกไว้ วนเวียนท่องเที่ยวไป เหล่าสัตว์ เสวยทุกข์ เสวยความยากลำบาก เสวยความพินาศ เต็มป่าช้า เป็นเวลายาวนานอย่างนี้แล เพราะเหตุนี้แหละ จึงควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้นจากสังขารทั้งปวง 
        ที่สุดทั้งเบื้องต้น ทั้งเบื้องปลายแห่งสงสารจึงไม่ปรากฏ แม้อย่างนี้ เหล่าสัตว์ผู้ดำรงอยู่แล้ว คือ ดำรงมั่นแล้ว ติดแล้ว ติดแน่นแล้ว ติดพันแล้ว ติดใจแล้วในสงสาร อันเป็นท่ามกลางสระนั้น)



เหตุแห่งความดีใจ และเสียใจ



เหตุแห่งความดีใจ และเสียใจ
           
  ภิกษุทั้งหลาย ! ความดีใจ และความเสียใจ มีต้นเหตุมาจากผัสสะ  เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจ และความเสียใจเหล่านี้จึงไม่มี เราขอบอกความมี และความไม่มีนี้ว่า มีต้นเหตุมาจากผัสสะนี้ แก่เธอ
  เพราะอาศัยนามรูป ผัสสะจึงเกิด  ความยึดถือมีต้นเหตุมาจากความปรารถนา เมื่อความปรารถนาไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง
  บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ เป็นผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ปราศจากสัญญาก็มิใช่  เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี เพราะว่าส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า มีต้นเหตุมาจากสัญญา