วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

บุพกรรมเก่าของพระผู้มีพระภาคเจ้า




บุพกรรมเก่าของพระพุทธเจ้า


          ณ พื้นศิลาที่น่ารื่นรมย์ใกล้สระอโนดาต โชติช่วงด้วยรัตนะต่าง ๆ ในละแวกป่ามีดอกไม้ มีกลิ่นหอมนานาชนิด พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก มีหมู่ภิกษุหมู่ใหญ่ห้อมล้อม ประทับนั่งที่ศิลาอาสน์นั้น ทรงพยากรณ์บุพกรรมของพระองค์ว่า


ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอจงฟังกรรมของเรา เราเห็นภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร จึงถวายผ้าเก่าผืนหนึ่ง ในกาลนั้น เราปรารถนาการตรัสรู้เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ผลของการถวายผ้าเก่าผืนนั้น ให้ผลในความเป็นพระพุทธเจ้าของเรา


ในชาติปางก่อน เราเกิดเป็นนายโคบาล ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคกินน้ำขุ่น จึงห้ามมันไว้ด้วยผลกรรมนั้น ในภพสุดท้ายนี้ เรากระหายน้ำ ก็ไม่ได้ดื่มน้ำตามความปรารถนา


         ในชาติอื่น ๆ ในปางก่อน เราเกิดเป็นนักเลงชื่อว่า ปุนาลิ ได้กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้า มีนามว่า สุรภี ผู้ไม่ประทุษร้ายใคร ด้วยผลกรรมนั้นเราจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกเป็นเวลานาน เสวยทุกขเวทนาหลายพันปี


ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่นั้น ในภพสุดท้ายนี้ เราได้รับการกล่าวตู่ เพราะนางสุนทรีเป็นเหตุ


เพราะ การกล่าวตู่ พระเถระนามว่า นันทะ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ครอบงำอันตรายทั้งปวง เราจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ถึง 100,000 ปี ครั้นได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ได้รับการกล่าวตู่มาก ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่นั้น นางจิญจมาณวิกาจึงมากล่าวตู่เรา ด้วยคำไม่จริง ท่ามกลางฝูงชน


         เราเกิดเป็นพราหมณ์ผู้มีสุตะ ซึ่งประชาชนสักการบูชา ได้สอนมนตร์ให้แก่มานพ ประมาณ 500 คน ในป่าใหญ่ เราได้เห็นฤาษีผู้น่าเกรงกลัว ผู้ได้อภิญญา 5 มีฤทธิ์มาก มายังสำนักของเรา เราจึงกล่าวตู่พระฤาษีผู้ไม่ประทุษร้ายใคร


         ครั้งนั้น เราได้บอกพวกศิษย์ว่า ฤาษีตนนี้มักบริโภคกามคุณ เพียงเราบอกเท่านั้น พวกมานพก็พลอยเชื่อ ตั้งแต่นั้นมา พวกมานพทั้งหมด ไปเที่ยวหาอาหารในตระกูลทั้งหลาย พากันบอกประชาชน ฤาษีตนนี้มักบริโภคกามคุณ ด้วยผลกรรมนั้น ภิกษุ 500 รูป เหล่านี้ ได้รับการกล่าวตู่ เพราะนางสุนทรีเป็นเหตุ


ในชาติก่อน เราได้ฆ่าน้องชายต่างมารดา เพราะเหตุแห่งทรัพย์ จับโยนลงซอกภูเขา แล้วโยนหินทับไว้ ด้วยผลกรรมนั้น พระเทวทัต จึงผลักก้อนหินกลิ้งลงมา สะเก็ดหินกระทบนิ้วหัวแม่เท้าของเรา (จนห้อเลือด)


ในชาติก่อน เรายังเป็นเด็กเล่นอยู่ที่หนทางใหญ่ ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จึงหว่านก้อนกรวดไว้ที่หนทาง ด้วยผลกรรมนั้น ในภพสุดท้ายนี้ พระเทวทัตจึงชวนนักแม่นธนู ผู้เป็นนักฆ่า เพื่อฆ่าเรา


ในชาติก่อน เราเป็นนายควาญช้าง ได้ไสช้างไล่ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นมหามุนีสูงสุด ซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต ด้วยผลกรรมนั้น ช้างนาฬาคีรีเชือกดุร้าย จึงวิ่งไล่เราในกรุงราชคฤห์ อันประเสริฐ


ในชาติก่อน เราเป็นทหารราบ ได้ใช้หอกฆ่าคนเป็นจำนวนมาก ด้วยผลกรรมนั้น เราจึงถูกไฟไหม้อย่างร้อนแรงในนรก ด้วยผลกรรมที่เหลืออยู่ ในบัดนี้ ไฟนั้นยังตามมาไหม้ผิวหนังที่เท้าของเราทุกแห่ง เพราะกรรมยังไม่สิ้นไป


ในชาติก่อน เราเป็นเด็กลูกของชาวประมง อาศัยอยู่ใน เกวัฏฏคาม เห็นชาวประมงฆ่าปลาแล้ว เกิดความโสมนัส ด้วยผลกรรมนั้น เราจึงปวดศีรษะ ในเมื่อเจ้าศากยะ ทั้งหลายถูกฆ่า คราวที่ พระเจ้าวิฑูฑภะฆ่า


เราได้ด่าบริภาษเหล่าสาวก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ผุสสะ ด้วยคำว่า ท่านทั้งหลายจงขบเคี้ยว จงฉันแต่ข้าวเหนียว อย่าได้ฉัน ข้าวสาลีเลย ด้วยผลกรรมนั้นเรารับนิมนต์พราหมณ์ อยู่จำพรรษาในเมือง เวรัญชา ได้ฉันแต่ข้าวเหนียว ตลอด 3 เดือน


         ในชาติก่อน เมื่อนักมวยกำลังชกกัน เราได้กันบุตรชายนักมวยปล้ำไว้ ด้วยผลกรรมนั้น เราจึงได้รับความทุกข์ที่สันหลัง (ปวดหลัง)


         ในชาติก่อน เราเป็นหมอรักษาโรค ได้ถ่ายยาให้ลูกชายเศรษฐี (ถึงความตาย) ด้วยผลกรรมนั้น เราจึงป่วยเป็นโรคปักขันทิกาพาธ (ทรงอาพาธถ่ายเป็นพระโลหิต)


         ครั้งนั้น เราชื่อว่า โชติปาละ ได้กล่าวตู่พระสุคต พระนามว่า กัสสปะว่า การตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์ จักมีมาแต่ไหน การตรัสรู้หาได้แสนยาก ด้วยผลกรรมนั้น เราจึงได้บำเพ็ญทุกรกิริยานานถึง 6 ปี แต่ว่าเรามิได้บรรลุพระโพธิญาณที่สูงสุด ด้วยทางนี้


เราถูกกรรมในปางก่อนตักเตือนแล้ว จึงแสวงหา(โพธิญาณ) ผิดทางต่อจากนั้น จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ที่ตำบลอุรุเวลา



เราสิ้นบาป สิ้นบุญแล้ว ปราศจากความเร่าร้อนทุกอย่าง ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีความคับแค้น ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น